mdi_eye : 18 ph_share-bold : 0 charm_sound-down
อ่าน

Sellsuki แจก Workflow ฉบับสมบูรณ์: ปั้นมือใหม่สู่ AEO+SEO Copywriter ใน 7 ขั้นตอน

AEO2.png

Sellsuki แจก Workflow ฉบับสมบูรณ์: ปั้นมือใหม่สู่ AEO+SEO Copywriter ใน 7 ขั้นตอน (ฉบับ 2026)

ปัจจุบันนี้โลกของ SEO เปลี่ยนไปแล้ว บทความนี้ Sellsuki จะพาทุกคนมาดูกันว่า SEO เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

ในยุคที่ Google SGE (Search Generative Experience) และ AI (อย่าง ChatGPT, Gemini) กำลังจะกลายเป็นหน้าแรกของการค้นหา การเขียนบทความแบบเดิมๆ ที่เน้น "ยัด Keyword" ให้ติดอันดับอย่างเดียว อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

AEO และ GEO คืออะไร

AEO (Answer Engine Optimization) คือ การทำคอนเทนต์ให้ “AI เลือกคำตอบของเราไปตอบคน” ไม่ใช่การเขียนแค่ให้ติดอันดับ Google แต่ต้อง ตอบได้ตรงคำถาม + ชัด + เอาไปใช้ได้ทันที

GEO (Generative Engine Optimization) คือ การทำคอนเทนต์ให้ AI เอาแบรนด์เราไป “อ้างอิง / สร้างคำตอบใหม่” ไม่ใช่แค่ตอบคำถามแต่เป็นการทำให้ AI จำแบรนด์คุณว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ

AEO และ GEO พูดง่ายๆ คือ การที่เราไม่ได้เขียนให้ "Search Engine" อ่านเพียงอย่างเดียว แต่เรากำลังเขียนให้ "Answer Engine" (เครื่องมือที่ตอบคำถามให้) และ "Generative Engine" (AI ที่สร้างคำตอบ) เข้าใจและ "เชื่อถือ" เนื้อหาของเรามากพอที่จะหยิบไปอ้างอิง

สำหรับ Copywriter มือใหม่ คำเหล่านี้อาจฟังดูน่ากลัวหรือยาก แต่จริงๆ แล้วมันคือ "โอกาส" ที่จะทำให้เราโดดเด่นกว่าคู่แข่งที่ยังทำงานแบบเดิมๆ

มาดูว่า Workflow 7 ขั้นตอน ที่จะเปลี่ยนจากมือใหม่ ให้กลายเป็น AEO+SEO Copywriter ที่องค์กรไหนก็ต้องการตัวมีอะไรบ้างกันเลย

AEO3.png

Workflow 7 ขั้นตอน ในการเป็น AEO+SEO Copywriter

ขั้นตอนที่ 1: วางแผน (Keyword Plan & Competitor Analysis)

เป้าหมาย: ไม่ใช่แค่ "หาคำ" แต่คือ "เข้าใจความต้องการ" (Search Intent) ก่อนจะเขียน ซึ่งเราต้องรู้ก่อนว่ากำลังสู้กับใครและต้องสู้อย่างไร โดย

  • หา Keyword: ใช้เครื่องมืออย่าง Google Keyword Planner, Ahrefs, หรือ Ubersuggest เพื่อหาคำที่กลุ่มเป้าหมายใช้ค้นหา (ทั้งคำสั้น Main Keyword และคำยาว Long-tail)
  • วิเคราะห์เจตนา (Search Intent): คำนี้คนค้นหาเพื่อ "หาข้อมูล" (Informational), "เปรียบเทียบ" (Commercial), หรือ "พร้อมซื้อ" (Transactional)? นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดในการวางโครงเรื่อง
  • ส่องคู่แข่ง (Competitor Analysis): ดู Top 3 ที่ติดอันดับอยู่ เขาเขียนอะไร? ยาวแค่ไหน? ใช้มุมมองไหน? เราจะเขียนให้ "ดีกว่า" หรือ "แตกต่าง" จากเขาได้อย่างไร?

ขั้นตอนที่ 2: ร่างโครงสร้าง (Content Outline for AI & Human)

เป้าหมาย: สร้างโครงสร้างที่ชัดเจนทั้งสำหรับคนอ่านและสิ่งที่ AI ชอบ

สำหรับบทความที่ดีต้องมีโครงสร้าง (Outline) ที่แข็งแรง อย่าเพิ่งรีบเขียนเนื้อหาโดยไม่ได้วางโครงเรื่องก่อน

  • วาง H1, H2, H3:
  • H1 (พาดหัวหลัก) ต้องมี Main Keyword และดึงดูด
  • H2 (หัวข้อย่อย) ควรเป็นประเด็นสำคัญๆ ที่ตอบคำถามของคนอ่าน
  • H3 (หัวข้อย่อยรอง) ใช้ขยายความ H2
  • AEO/GEO Tip:
  • Q&A Format: ให้ใช้คำถามจาก "People Also Ask" (คนอื่นก็ถามหา) ในหน้า Google มาสร้างเป็นหัวข้อ H2
  • Direct Answer: วางแผนเลยว่าในย่อหน้าแรก หรือใต้ H2 จะเขียน "คำตอบแบบฟันธง" (สรุปสั้นๆ 40-60 คำ) เพื่อให้ AI หยิบไปตอบได้ทันที

ขั้นตอนที่ 3: ลงมือเขียน (Compose with E-E-A-T)

เป้าหมาย: เขียนเนื้อหาที่มีคุณภาพและ "น่าเชื่อถือ"

ขั้นตอนนี้คือสิ่งที่ AI ทำแทนเราได้ยากที่สุด นั่นคือการเขียน E-E-A-T ซึ่งคือ

  • E - Experience (ประสบการณ์): เขียนจากประสบการณ์จริง ("จากการทดลองใช้เอง...")
  • E - Expertise (ความเชี่ยวชาญ): แสดงความเชี่ยวชาญจริง
  • A - Authoritativeness (ความมีอิทธิพล): อ้างอิงแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
  • T - Trustworthiness (ความน่าเชื่อถือ): เขียนอย่างตรงไปตรงมา ไม่โฆษณาเกินจริง

AEO/GEO Tip: AI ชอบข้อมูลที่มีสถิติ, งานวิจัย, หรือ Quote อ้างอิง อย่าลืมใส่สิ่งเหล่านี้ลงไปเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้บทความ

ขั้นตอนที่ 4: ตรวจคุณภาพ (Quality Check & On-Page Audit)

เป้าหมาย: ตรวจสอบว่าบทความ "ตรงโจทย์" ทั้งธุรกิจและเทคนิคก่อนเผยแพร่

สำหรับการตรวจสอบบทความว่าตรงโจทย์แล้วหรือยัง Sellsuki ขอแจก Checklist ที่ต้องติ๊กถูกให้ครบดังนี้ :

Checklist ฝั่งกลยุทธ์ (Strategy):

  1. Brand Persona: ภาษาที่ใช้ตรงกับบุคลิกแบรนด์หรือไม่
  2. Target Audience: เขียนให้ใครอ่าน? (มือใหม่ vs มือโปร)
  3. Search Intent: ตอบคำถามคนค้นหาครบถ้วนหรือไม่?
  4. USP (จุดขาย): ได้สอดแทรกจุดเด่นของสินค้า/บริการเราแล้วหรือยัง?

Sales Funnel: บทความนี้อยู่ช่วงไหนของ Search Intent (Awareness, Decision) และมี CTA (Call to Action) ที่เหมาะสมหรือไม่?

Checklist ฝั่งเทคนิค (On-Page SEO):

  1. Internal Link: ลิงก์ไปหน้าสินค้า หรือบทความอื่นในเว็บเราหรือยัง
  2. External Link: ลิงก์ไปแหล่งอ้างอิงคุณภาพ (ถ้ามี)
  3. Image Alt Text: ใส่คำอธิบายรูปภาพครบทุกรูปหรือยัง?

AEO/GEO Tip: ตรวจสอบว่าได้ใส่ Schema Markup (เช่น FAQ Page, Article) แล้วหรือยัง เพื่อช่วยให้ Google/AI เข้าใจโครงสร้างบทความเราง่ายขึ้น (สำหรับวิธีทำโดยละเอียด เราจะไปเจาะลึกกันในบทความหน้า เรื่อง "การทำ Schema Markup สำหรับ AEO/GEO")

ขั้นตอนที่ 5: เผยแพร่และบอกต่อ (Publish & Distribution)

เป้าหมาย: ส่งสัญญาณให้ Google รู้ และเรียก Traffic แรกเข้าบ้าน

เมื่อกดเผยแพร่บทความลงไปแล้วอย่าเพิ่งจบเพียงแค่นั้นแต่ควร

  • Request Indexing: ทันทีที่โพสต์ ให้ไปที่ Google Search Console แล้วกด "Request Indexing" (ส่งบทความให้ Google ตรวจสอบทันที อย่ารอ)

Distribution: แชร์บทความไปที่ Social Media, Line OA, หรือ Email Marketing ขององค์กร เพื่อเรียก Traffic แรกเริ่มและสร้าง Social Signals

ขั้นตอนที่ 6: ติดตามผล (Performance Tracking)

เป้าหมาย: วัดผลว่าสิ่งที่เราทำ "เวิร์ก" หรือ "ไม่เวิร์ก"

เราต้องรู้ว่าบทความที่ได้เผยแพร่ไปนั้นทำผลงานเป็นอย่างไร โดยใช้ 2 เครื่องมือหลัก (ฟรี) โดยสามารถติดตามได้จาก:

  1. Google Search Console (GSC):
  • ดูว่าคน "เห็น" (Impression) และ "คลิก" (Clicks) เท่าไหร่?
  • เราติดอันดับ (Position) ที่เท่าไหร่ จาก Keyword คำไหนบ้าง? (ทั้ง Main และ Long-tail)
  1. Google Analytics 4 (GA4):
  • ดูว่าคนเข้ามาแล้ว "อ่านนานไหม" (Engagement Time)?
  • อ่านแล้ว "กดออกเลยไหม" (Bounce Rate)?
  • และที่สำคัญ "เกิด Conversion" (การสั่งซื้อ/กรอกฟอร์ม) หรือไม่?

ขั้นตอนที่ 7: ปรับปรุงและต่อยอด (Refresh & Re-Optimize)

เป้าหมาย: ทำให้บทความเดิม "เก่งขึ้น" และ "ไม่ตกยุค"

การทำ SEO ไม่ใช่งานที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ เมื่อเวลาผ่านไป 3-6 เดือน ให้กลับมาดูบทความเดิมอีกครั้ง โดยให้

  • หาโอกาสใหม่จาก GSC:
    • เข้าไปดู GSC ของหน้านั้น
    • หา Keyword ที่มี Impression สูง แต่ Clicks ต่ำ (แปลว่า Google เห็นว่าเราเกี่ยวข้อง แต่เรายังเขียนเน้นคำนั้นไม่พอ หรือพาดหัวไม่น่ากด)
    • นำ Keyword ที่ค้นพบใหม่ มาเติมเป็นหัวข้อ H2 หรือ H3 ในบทความเดิม
  • Update ข้อมูล (Content Refresh):
    • เปลี่ยนปี (เช่น 2025 -> 2026)
    • อัปเดตข้อมูล สถิติ หรือเทรนด์ใหม่ๆ

สรุป

สำหรับการเป็น AEO+SEO Copywriter อาจดูเหมือนมีหลายขั้นตอน และมีความยาก แต่หัวใจของมันคือการเปลี่ยนจากการ "เขียนเพื่อ Bot" มาเป็น "เขียนเพื่อตอบคำถามมนุษย์ให้ดีที่สุด" โดยใช้โครงสร้างที่ Bot และ AI เข้าใจได้ 

Sellsuki แนะนำว่าให้เริ่มทำทีละขั้นตอน และเมื่อทำจนครบ Workflow นี้ คุณก็จะกลายเป็นนักเขียนที่มีคุณค่ามากกว่าการเป็นแค่คนเขียนบทความ แต่จะกลายเป็น "สถาปนิกเนื้อหา" (Content Architect) ที่สร้าง Traffic และ Conversion ให้กับองค์กรได้อย่างแท้จริง ซึ่งการทำ AEO และ SEO จะส่งผลให้ธุรกิจคุณ

หากต้องการผู้ช่วยในการทำธุรกิจสามารถติดต่อ Sellsuki ได้เลย เพราะเรามีบริการครบวงจรบนโลกธุรกิจออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น บริการที่ปรึกษาธุรกิจการตลาดแบบครบวงจร หรือ WizeMoves Consult ผู้ช่วยจัดจำหน่ายออนไลน์ครบวงจร ดูแลครอบคลุมทุกขั้นตอนการขาย หรือ WizeMoves e-Dis บริการโฆษณาออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม (WizeMoves Ads) บริการดูแล LINE Official Account ครบวงจร ที่มีลูกค้ามากที่สุดเป็นอันดับที่ 1 ของประเทศ กว่า 9,000 บัญชี พร้อมด้วย Akita Fulfillment บริการคลังสินค้าครบวงจร และบริการด้านอื่นๆ อีกมากมายที่ Sellsuki มีพร้อมให้คุณ 

และเพื่อไม่ให้พลาดความรู้และสาระสำคัญแบบนี้ก่อนใคร ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารหรือรายการพาโตนะ Podcast Podcast รวมถึง Suki Talk รายการดีๆ สำหรับผู้ประกอบธุรกิจ อย่าลืมกดติดตามน้องสุกิบนช่องทาง Facebook, Youtube, Instagram และ TikTok

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติมจาก Sellsuki ได้ที่ : บทความที่น่าสนใจ

แท็ก MarketingOnline BusinessSEO & SEM

แชร์

บทความนี้มีประโยชน์กดชอบเป็นกำลังใจให้เราได้
Like this article