
Schema Markup คือ Structured Data ในรูปแบบ JSON-LD ที่ช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาเว็บไซต์ และแสดงผลเป็น Rich Results เช่น FAQ, รีวิว และราคา
ถ้าคุณเป็น Copywriter ที่อยากทำ SEO ให้บทความ “ติดหน้า Google” แต่พอเจอคำว่า Schema Markup แล้วรู้สึกว่าเป็นเรื่องของ Dev ล้วน ๆ บทความนี้จะเปลี่ยนความคิดคุณไปเลย เพราะวันนี้ Sellsuki จะพาคุณทำความเข้าใจการทำ Schema Markup บน Headless CMS (เช่น Strapi และ Sanity) แบบ No-Code ที่ไม่ต้องเขียนโค้ดแม้แต่บรรทัดเดียว คุณจะได้เห็นตั้งแต่โครงสร้างการทำงาน ไปจนถึงวิธีกรอกข้อมูลให้ระบบสร้าง Schema อัตโนมัติ และตรวจสอบผลลัพธ์ได้จริงบน Google
Headless CMS คือ ระบบจัดการคอนเทนต์ (Content Management System) ที่แยกส่วน Backend (การจัดการข้อมูล) ออกจาก Frontend (การแสดงผลหน้าเว็บ) โดยใช้ API เป็นตัวเชื่อม ทำให้สามารถนำข้อมูลไปแสดงผลได้หลายแพลตฟอร์ม เช่น เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือระบบอื่นๆ

จากรูปที่ทุกคนได้เห็นนั้นจะแสดงให้เห็นถึงโครงสร้างหลักของ Headless CMS ที่แบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ โดยแบ่งออกเป็น
สิ่งสำคัญ : Copywriter ไม่ต้องยุ่งกับโค้ด แค่กรอกข้อมูลใน Backend แล้วส่วนที่เหลือจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

รูปนี้คือหน้าจอ Content-Type Builder ใน Strapi ที่ Developer ใช้สร้าง "พิมพ์เขียว" หรือ Component สำหรับเก็บข้อมูล FAQ นั่นเอง โดย
Developer จะสร้าง Component ชื่อ FaqItem ที่ประกอบด้วย:
หลังจากนั้นทาง Dev จะนำ Component นี้ไป "ติด" ไว้ในหน้าเขียนบทความ (Article) และตั้งค่าให้เป็นแบบ Repeatable (เพิ่มได้หลายข้อ)
สิ่งสำคัญ : ในส่วนนี้ Dev ทำเพียงครั้งเดียว หลังจากนั้น Copywriter สามารถใช้งานได้เลยโดยไม่ต้องให้ Dev ช่วยอีก

รูปนี้เป็นหน้าจอที่ Copywriter จะเห็นเมื่อเขียนบทความใน Strapi หลังจากที่ Dev ได้ตั้งค่าไว้แล้ว ซึ่งจะมี
ขั้นตอนการทำงาน คือ
สิ่งสำคัญ : คุณไม่ได้ยุ่งกับโค้ด JSON-LD เลย แค่กรอกข้อมูลในช่องที่ Dev เตรียมไว้ให้ ง่ายเหมือนกรอกฟอร์ม

เมื่อกด Publish เรียบร้อยแล้ว ข้อมูล FAQ ที่กรอกจะถูกเก็บไว้ใน Strapi Data จากนั้น Frontend Code (Next.js) ที่ Dev เขียนไว้จะดึงข้อมูลเหล่านี้มาแปลงเป็น JSON-LD Schema โดยอัตโนมัติ แล้วแปะโค้ดนี้ไว้ใน <head> ของหน้าเว็บ
หลังจากเผยแพร่บทความเรียบร้อยแล้ว ก็ควรนำ URL ของบทความไปตรวจสอบที่ Google Rich Results Test (https://search.google.com/test/rich-results) และถ้าทุกอย่างถูกต้อง จะเห็นข้อความ "Valid FAQPage Schema" สีเขียวพร้อมเครื่องหมายถูก ซึ่งแสดงว่า Schema ทำงานได้ดีและ Google สามารถอ่านข้อมูล FAQ ของคุณได้
สิ่งสำคัญ : การตรวจสอบนี้เหมือนการ "ตรวจการบ้าน" เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างทำงานถูกต้อง

รูปนี้จะเป็นการแสดงถึง Workflow การทำ Product Schema ซึ่งสำคัญมากสำหรับเว็บอีคอมเมิร์ซ โดยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ
1. Dev Setup
ขั้นตอนนี้ Developer จะทำเพียงครั้งเดียวโดยเข้าไปที่ Product Content Type และเพิ่ม Fields (ช่องกรอกข้อมูล) เช่น
ReviewCount : จำนวนรีวิว
2. Copywriter Input
ในขั้นตอนนี้ Copywriter ต้องทำทุกครั้งโดยเมื่อเพิ่มสินค้าใหม่ คุณแค่กรอกข้อมูลให้ครบทุกช่อง:
3. Auto Generate
สำหรับขั้นตอนนี้ Frontend จะดึงข้อมูลที่คุณกรอกมาสร้าง Product Schema ที่สมบูรณ์ ซึ่งประกอบด้วย
จากนั้นโค้ด Schema นี้จะถูกแสดงในหน้าสินค้าโดยอัตโนมัติ ทำให้ Google สามารถแสดงข้อมูลสินค้าของคุณในผลการค้นหาแบบ Rich Results (แสดงราคา รีวิว ดาว)
สิ่งสำคัญ : แค่กรอกข้อมูลสินค้าให้ครบ ที่เหลือระบบจะจัดการให้เองอัตโนมัติ

Sellsuki จะมาเปรียบเทียบให้ดูว่า Workflow การทำ Schema Markup ระหว่าง 2 ระบบ
ข้อเสีย: ต้องทำ Manual ทุกครั้งที่เขียนบทความ ใช้เวลานาน มีโอกาสลืมหรือทำผิดพลาดได้
ข้อดี: หลังการ Setup ครั้งแรก ทุกอย่างจะเป็นอัตโนมัติ ประหยัดเวลา ไม่มีโอกาสลืม และสม่ำเสมอทุกบทความ
Headless CMS ทำให้การทำ Schema Markup ง่ายกว่า และเป็นอัตโนมัติ กว่า WordPress เพราะคุณแค่กรอกข้อมูล ส่วนที่เหลือระบบจัดการให้เองทั้งหมด
สำหรับสิ่งที่คนเป็น Copywriter ต้องทำคือ
ข้อดีของ Headless CMS
Q: ต้องเขียนโค้ดไหม?
A: ไม่ต้องเลย แค่กรอกข้อมูลในฟอร์มที่ Dev สร้างไว้ให้
Q: ถ้าต้องการเพิ่ม Schema ประเภทใหม่ล่ะ?
A: คุยกับ Dev ให้เพิ่ม Fields ที่จำเป็น แล้วก็แค่กรอกข้อมูลตามปกติ
Q: จะรู้ได้ยังไงว่า Schema ทำงานถูกต้อง?
A: ใช้ Google Rich Results Test (https://search.google.com/test/rich-results) ตรวจสอบทุกครั้งหลัง Publish
Q: ต้องทำทุกครั้งที่เขียนบทความไหม?
A: ไม่ต้อง เพราะ Schema จะถูกสร้างอัตโนมัติจากข้อมูลที่กรอก เพียงแค่เขียนบทความตามปกติ
หมายเหตุ: บทความนี้ Sellsuki สร้างขึ้นเพื่อช่วยให้คนที่ไม่มีพื้นฐาน Dev สามารถเข้าใจและทำ Schema Markup บน Headless CMS ได้ง่ายขึ้น หากมีคำถามเพิ่มเติม ให้ปรึกษา Developer ในทีมของคุณ
การทำ Schema Markup บน Headless CMS (เช่น Strapi/Sanity) แบบ No-Code สำหรับ Copywriter ตั้งแต่การเข้าใจโครงสร้างการทำงาน (Backend, Frontend และ Schema) การที่ Developer สร้างฟอร์มและตั้งค่าเพียงครั้งเดียว ไปจนถึงขั้นตอนที่ Copywriter แค่กรอกข้อมูล เช่น FAQ หรือ Product ให้ครบ ระบบจะนำไปสร้าง Schema (JSON-LD) อัตโนมัติและแสดงผลบนหน้าเว็บทันที พร้อมวิธีตรวจสอบผ่าน Google Rich Results Test เพื่อยืนยันความถูกต้อง โดยข้อดีคือไม่ต้องเขียนโค้ด ทำงานได้รวดเร็ว สม่ำเสมอ ลดความผิดพลาด และมีประสิทธิภาพมากกว่าการทำแบบ Manual อย่างการทำบน WordPress
หากคุณได้ลองทำ Screen Flow ตามที่ Sellsuki แนะนำไปแล้วแต่ยังมีปัญหาในการทำธุรกิจอยู่สามารถติดต่อ Sellsuki ได้เลย เพราะเรามีบริการครบวงจรบนโลกธุรกิจออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น บริการที่ปรึกษาธุรกิจการตลาดแบบครบวงจร หรือ WizeMoves Consult ผู้ช่วยจัดจำหน่ายออนไลน์ครบวงจร ดูแลครอบคลุมทุกขั้นตอนการขาย หรือ WizeMoves e-Dis บริการโฆษณาออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม (WizeMoves Ads) บริการดูแล LINE Official Account ครบวงจร ที่มีลูกค้ามากที่สุดเป็นอันดับที่ 1 ของประเทศ กว่า 9,000 บัญชี พร้อมด้วย Akita Fulfillment บริการคลังสินค้าครบวงจร และบริการด้านอื่นๆ อีกมากมายที่ Sellsuki มีพร้อมให้คุณ
และเพื่อไม่ให้พลาดความรู้และสาระสำคัญแบบนี้ก่อนใคร อย่าลืมกดติดตามน้องสุกิบนช่องทาง Facebook, Youtube, Instagram และ TikTok
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติมจาก Sellsuki ได้ที่ : บทความที่น่าสนใจ