
จากบทความก่อนหน้า เราได้ปูพื้นฐาน Workflow ของ AEO+SEO Copywriter กันไปแล้ว และเราได้ทิ้งท้ายไว้ที่ "อาวุธลับ" อย่าง Schema Marku ไว้ ในบทความนี้จะพาทุกคนมาเจาะลึกเรื่อง Schema Markup เพิ่มเติมกัน
หลายคนอาจคิดว่า Schema Markup คือการ "ติดป้ายบอก AI" ว่านี่คือบทความ (Article) หรือคำถาม (FAQ) เพื่อให้ AI เอาไปตอบ (AEO/GEO) ได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งนั้นถูกเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะนั่นคือการดึง Traffic แต่เป้าหมายสูงสุดของธุรกิจไมาใช่เรื่อง Traffic แต่คือ "Conversion" (ยอดขาย)
คือการปรับเนื้อหาให้ “ถูก AI หยิบไปตอบ” โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นใน AI Search, Chatbot หรือ Answer Engine ต่างๆ เนื้อหาต้องชัด ตรงคำถาม และมีโครงสร้างที่ AI เข้าใจง่าย เช่น FAQ, HowTo และ Schema Markup
คือการออกแบบเนื้อหาให้ AI สามารถ “นำไปเรียบเรียง สร้างคำตอบใหม่” ได้อย่างถูกต้อง น่าเชื่อถือ และไม่บิดเบือนบริบทของแบรนด์
แต่ AEO / GEO เน้นการ “เป็นคำตอบที่ AI เลือกใช้” หัวใจสำคัญที่เชื่อม SEO AEO GEO เข้าด้วยกัน คือ Schema Markup เพราะมันคือภาษาที่ใช้สื่อสารกับทั้ง Search Engine และ AI อย่างตรงไปตรงมาที่สุด โดยเฉพาะในระบบของ Google

Schema Markup คือโค้ดโครงสร้างข้อมูล (Structured Data) ที่ช่วยให้ Search Engine และ AI เข้าใจเนื้อหาบนเว็บไซต์ได้ชัดเจนขึ้น เช่น ชื่อสินค้า ราคา รีวิว และ FAQ หรือที่เข้าใจง่ายๆ ว่า Schema Markup คือ "ป้ายกำกับ" (Label) ที่เราแปะลงไปบนเนื้อหาของเราอย่างชัดเจนนั่นเอง เช่น:
ให้นึกภาพว่า Google หรือ AI เป็น "บรรณารักษ์หุ่นยนต์" ที่ต้องอ่านหนังสือ (เว็บไซต์) นับล้านเล่มต่อวันเนื้อหาปกติคือ "ตัวหนังสือ" ที่หุ่นยนต์ต้องพยายามอ่านและ "เดา" ว่านี่คืออะไร เมื่อ AI เห็น Schema Markup หรือป้ายกำกับนี้ก็สามารถเข้าใจเนื้อหาของเราทันทีโดยไม่ต้องเดา ซึ่งนี่คือหัวใจของ AEO และ GEO
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน Sellsuki ขอยกตัวอย่างการใช้งาน Schema แต่ละประเภท ทั้งในแง่ของ 'เนื้อหา' ที่เขียน และ 'โค้ด' (JSON-LD) ที่ต้องใส่ในหน้านั้นๆ มากขึ้น
Sellsuki ขอยก Schema พื้นฐานที่นักเขียนสาย AEO ควรรู้จัก เพื่อให้ AI หยิบเนื้อหาเราไปตอบ ดังนี้
คืออะไร: ป้ายกำกับว่า "นี่คือบทความ" บอก AI ว่าใครเขียน (Author) เมื่อไหร่ (DatePublished)
ทำไม AI ชอบ: AI จะสามารถรู้ได้ทันทีว่านี่คือเนื้อหาที่ให้ข้อมูล มีแหล่งที่มา (ผู้เขียน) ชัดเจน
2. FAQ Page (หน้าคำถามพบบ่อย)
คืออะไร: ป้ายกำกับที่ระบุชัดเจนว่า "นี่คือคำถาม" และ "นี่คือคำตอบ"
ทำไม AI ชอบ: นี่คือ "อาหารพร้อมเสิร์ฟ" สำหรับ AI เพราะมันตรงกับสิ่งที่คนค้นหาในช่อง "People Also Ask" (คนอื่นก็ถามหา) และ AI สามารถดึงไปตอบได้ทันที
Q: AEO GEO แตกต่างจาก SEO อย่างไร?
A: SEO โฟกัสที่การติดอันดับบน "Search Engine" แต่ AEO/GEO โฟกัสที่การ "ถูก AI หยิบไปตอบ" ใน "Answer Engine"
Q: ต้องทำ Schema Markup ทุกหน้าหรือไม่?
A: ไม่จำเป็น ควรเริ่มจากหน้าที่สำคัญ เช่น หน้าสินค้า, หน้ารีวิว หรือบทความหลักที่ต้องการให้ AI นำไปตอบ
<script type="application/ld+json">
{
"@context": "[https://schema.org](https://schema.org)",
"@type": "FAQPage",
"mainEntity": [{
"@type": "Question",
"name": "AEO/GEO แตกต่างจาก SEO อย่างไร?",
"acceptedAnswer": {
"@type": "Answer",
"text": "SEO โฟกัสที่การติดอันดับบน 'Search Engine' แต่ AEO/GEO โฟกัสที่การ 'ถูก AI หยิบไปตอบ' ใน 'Answer Engine'"
}
},{
"@type": "Question",
"name": "ต้องทำ Schema Markup ทุกหน้าหรือไม่?",
"acceptedAnswer": {
"@type": "Answer",
"text": "ไม่จำเป็น ควรเริ่มจากหน้าที่สำคัญ เช่น หน้าสินค้า, หน้ารีวิว หรือบทความหลักที่ต้องการให้ AI นำไปตอบ"
}
}]
}
</script>
3. HowTo (วิธีทำ)
คืออะไร: ป้ายกำกับที่บอกว่าเนื้อหานี้เป็น "ขั้นตอน" (Step 1, Step 2, Step 3)
ทำไม AI ชอบ: เหมาะสำหรับบทความสอนทำอะไรบางอย่าง (เช่น "วิธีผูกเนคไท") AI สามารถดึงไปแสดงผลเป็นขั้นตอน 1-2-3 ได้เลย
ตัวอย่างเนื้อหาที่เขียน : วิธีผูกเนคไทแบบง่ายๆ
ตัวอย่างโค้ด JSON-LD ที่ต้องใส่ในหน้านั้น:
<script type="application/ld+json">
{
"@context": "[https://schema.org](https://schema.org)",
"@type": "HowTo",
"name": "วิธีผูกเนคไทแบบง่ายๆ",
"step": [{
"@type": "HowToStep",
"text": "คล้องเนคไท..."
},{
"@type": "HowToStep",
"text": "พาดด้านกว้างทับ..."
}]
}
</script>
แต่เดี๋ยวก่อน! ทั้ง 3 แบบนี้ช่วยให้เราติดอันดับในส่วน "คำตอบ" ได้ก็จริง แต่ยังไม่ช่วยให้ "ขายของ" ได้ แล้วควรทำยังไงล่ะ ตามอ่านกันต่อเลย
ส่วนนี้คือส่วนที่สำคัญที่สุดที่จะเปลี่ยนเกมของคุณ! Schema เหล่านี้จะทำให้ผลการค้นหา (Snippet) ให้โดดเด่นกว่าคู่แข่ง และกระตุ้นให้เกิดการคลิกเพื่อซื้อทันที
1. Product + Offer + AggregateRating
ตัวอย่างเนื้อหาที่เขียน:
ตัวอย่างโค้ด JSON-LD ที่ต้องใส่ในหน้านั้น:
<script type="application/ld+json">
{
"@context": "[https://schema.org/](https://schema.org/)",
"@type": "Product",
"name": "รองเท้าวิ่ง ABC รุ่น SuperFly",
"image": "[https://www.example.com/image-shoe.jpg](https://www.example.com/image-shoe.jpg)",
"description": "สุดยอดรองเท้าวิ่งสำหรับนักวิ่งมาราธอน...",
"sku": "ABC-SUPERFLY",
"brand": {
"@type": "Brand",
"name": "ABC"
},
"aggregateRating": {
"@type": "AggregateRating",
"ratingValue": "4.8",
"reviewCount": "120"
},
"offers": {
"@type": "Offer",
"url": "[https://www.example.com/product/abc-superfly](https://www.example.com/product/abc-superfly)",
"priceCurrency": "THB",
"price": "4500",
"availability": "[https://schema.org/InStock](https://schema.org/InStock)"
}
}
</script>
2. LocalBusiness (ธุรกิจท้องถิ่น)
ตัวอย่างเนื้อหาที่เขียน:
ตัวอย่างโค้ด JSON-LD ที่ต้องใส่ในหน้านั้น:
<script type="application/ld+json">
{
"@context": "[https://schema.org](https://schema.org)",
"@type": "Dentist",
"name": "คลินิกทันตกรรม Smile Dental",
"address": {
"@type": "PostalAddress",
"streetAddress": "123 ถ.สุขุมวิท",
"addressLocality": "กรุงเทพฯ"
},
"telephone": "+6621234567",
"openingHours": "Mo-Fr 09:00-20:00"
}
</script>
3. Event (อีเวนต์)
ตัวอย่างเนื้อหาที่เขียน:
ตัวอย่างโค้ด JSON-LD ที่ต้องใส่ในหน้านั้น:
<script type="application/ld+json">
{
"@context": "[https://schema.org](https://schema.org)",
"@type": "Event",
"name": "สัมมนา AEO/GEO 2026",
"startDate": "2026-12-01T10:00",
"endDate": "2026-12-01T17:00",
"location": {
"@type": "Place",
"name": "ศูนย์ประชุม ABC"
},
"offers": {
"@type": "Offer",
"name": "ตั๋ว Early Bird",
"price": "1500",
"priceCurrency": "THB",
"url": "[https://www.example.com/buy-ticket](https://www.example.com/buy-ticket)"
}
}
</script>
กลยุทธ์ "Combo Set" ผสาน AEO และ Conversion
สำหรับการทำ Schema Markup อย่าเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่จงทำทั้งหมดในหน้าเดียวเลย สำหรับCopywriter ที่เก่งกาจจะเชื่อมโยง Schema ทั้งสองสายพันธุ์ไว้ในบทความเดียว
ตัวอย่าง: เขียนบทความรีวิว "5 รองเท้าวิ่งมาราธอนที่ดีที่สุด 2026"
ผลลัพธ์ที่ได้คือ:
ตัวอย่างโค้ด "Combo Set" จากบทความรีวิว
จากตัวอย่าง "รีวิว 5 รองเท้าวิ่ง" หน้านั้นควรจะมีโค้ด Schema อย่างน้อย 3 ชุดนี้ (สามารถใส่แยกกันในหน้าเดียวได้)
โค้ดชุดที่ 1: Article (บอกว่านี่คือบทความรีวิว)
<script type="application/ld+json">
{
"@context": "[https://schema.org](https://schema.org)",
"@type": "Article",
"headline": "5 รองเท้าวิ่งมาราธอนที่ดีที่สุด 2026",
"author": {
"@type": "Person",
"name": "ชื่อผู้เขียน"
},
"datePublished": "2025-11-01"
}
</script>
โค้ดชุดที่ 2: Product (ทำ 5 ชุด สำหรับ 5 รองเท้า - นี่คือตัวอย่าง 1 ชุด)
<script type="application/ld+json">
{
"@context": "[https://schema.org/](https://schema.org/)",
"@type": "Product",
"name": "รองเท้าวิ่ง ABC รุ่น SuperFly",
"description": "รีวิวรองเท้า ABC SuperFly ในบทความ 5 รองเท้าที่ดีที่สุด...",
"aggregateRating": {
"@type": "AggregateRating",
"ratingValue": "4.8",
"reviewCount": "120"
},
"offers": {
"@type": "Offer",
"priceCurrency": "THB",
"price": "4500",
"availability": "[https://schema.org/InStock](https://schema.org/InStock)"
}
}
</script>
โค้ดชุดที่ 3: FAQPage (สำหรับ Q&A ท้ายบทความ)
<script type="application/ld+json">
{
"@context": "[https://schema.org](https://schema.org)",
"@type": "FAQPage",
"mainEntity": [{
"@type": "Question",
"name": "วิ่งมาราธอนต้องใช้รองเท้าเฉพาะหรือไม่?",
"acceptedAnswer": {
"@type": "Answer",
"text": "ใช่ เพราะรองเท้าวิ่งมาราธอนถูกออกแบบมาให้รับแรงกระแทกได้ดีในระยะทางไกล..."
}
}]
}
</script>
ถ้าเป็นมือใหม่ในการทำ Schem ก็ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดเอง เพียงแค่
Schema Markup ไม่ใช่แค่ "ป้ายบอกทาง" สำหรับ AI แต่มันคือ "ป้ายโฆษณา" ชั้นดีในหน้าผลการค้นหา การทำ AEO/GEO (ด้วย Article, FAQ) ช่วยให้คุณ "ถูกพบเห็น" แต่การทำ Schema เพื่อ Conversion (ด้วย Product, Review, Event) จะช่วยให้คุณ "ถูกเลือก" ในฐานะ AEO+SEO Copywriter ยุคใหม่ หน้าที่ของคุณคือการออกแบบเนื้อหาที่ "ตอบคำถาม" และ "กระตุ้นการตัดสินใจ" ไปพร้อมกัน และ Schema Markup คือเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณทำเช่นนั้นได้สำเร็จ
Q : Schema Markup สำคัญกับ SEO อย่างไร?
A : Schema Markup ไม่ได้ช่วยดันอันดับโดยตรง แต่ช่วยเพิ่มความเข้าใจของ Search Engine ต่อเนื้อหา ทำให้หน้าเว็บมีโอกาสแสดงผลแบบพิเศษ เช่น ดาวรีวิว ราคา FAQ หรือ Event ซึ่งช่วยเพิ่ม CTR (อัตราการคลิก) และคุณภาพของ Traffic ที่เข้ามา
Q : Schema Markup ต่างจาก SEO ปกติอย่างไร?
A: SEO ปกติเน้นการปรับโครงสร้างเนื้อหา คีย์เวิร์ด และลิงก์เพื่อให้ติดอันดับบน Search Engine ส่วน Schema Markup คือการ “ติดป้ายกำกับข้อมูล” เพื่อบอก AI และ Google อย่างชัดเจนว่าแต่ละส่วนของเนื้อหาคืออะไร ทำให้เหมาะกับยุค AEO และ GEO มากขึ้น
หากต้องการผู้ช่วยในการทำธุรกิจสามารถติดต่อ Sellsuki ได้เลย เพราะเรามีบริการครบวงจรบนโลกธุรกิจออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น บริการที่ปรึกษาธุรกิจการตลาดแบบครบวงจร หรือ WizeMoves Consult ผู้ช่วยจัดจำหน่ายออนไลน์ครบวงจร ดูแลครอบคลุมทุกขั้นตอนการขาย หรือ WizeMoves e-Dis บริการโฆษณาออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม (WizeMoves Ads) บริการดูแล LINE Official Account ครบวงจร ที่มีลูกค้ามากที่สุดเป็นอันดับที่ 1 ของประเทศ กว่า 9,000 บัญชี พร้อมด้วย Akita Fulfillment บริการคลังสินค้าครบวงจร และบริการด้านอื่นๆ อีกมากมายที่ Sellsuki มีพร้อมให้คุณ
และเพื่อไม่ให้พลาดความรู้และสาระสำคัญแบบนี้ก่อนใคร ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารหรือรายการพาโตนะ Podcast Podcast รายการดีๆ สำหรับผู้ประกอบธุรกิจ อย่าลืมกดติดตามน้องสุกิบนช่องทาง Facebook, Youtube, Instagram และ TikTok
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติมจาก Sellsuki ได้ที่ : บทความที่น่าสนใจ